วิกฤตเหล็กไฮโดรเจนและอุปทานสีเขียว: ทำไมผู้ผลิตยานยนต์ต้องพึ่งพาราคากลางจากหน่วยงานอิส??

คลื่นใต้น้ำเชิงพาณิชย์ เมื่อสมการราคาในสายการผลิต EV กำลังเปลี่ยนไป

ภาพรวมของอุตสาหกรรมรถยนต์ระดับโลกกำลังเผชิญหน้ากับพายุความผันผวนด้านราคาวัตถุดิบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผู้ผลิตรายใหญ่ที่ต้องเผชิญกับภาวะต้นทุนแกว่งตัวรายสัปดาห์ ทำให้ฝ่ายจัดซื้อและผู้บริหารระดับสูงต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินงานอย่างเร่งด่วน

การเร่งสร้างความมั่นคงในห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่นเพื่อลดความเสี่ยงจากสถานการณ์โลก ทว่าสิ่งนี้กลับกลายเป็นดาบสองคมที่ลดทอนอำนาจการต่อรองลงอย่างนัยสำคัญ เนื่องจากตัวเลือกในการเปรียบเทียบราคาแคบลงอย่างมากสำหรับโปรแกรมการผลิตที่ต้องการมาตรฐานสูง

สงครามชิงทรัพยากรคาร์บอนต่ำ และผลกระทบต่อโครงสร้างราคา

แนวโน้มการใช้งานวัสดุที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำกลายเป็นข้อบังคับทางอ้อมที่ปฏิเสธไม่ได้ ซึ่งรายการต้นทุนเหล่านี้ถูกฝังอยู่ในทุกชิ้นส่วนของแพลตฟอร์มรถยนต์รุ่นใหม่

  • การจองล่วงหน้าในตลาดโลก: ส่งผลให้ต้องแย่งชิงทรัพยากรส่วนที่เหลือในตลาดที่มีการแข่งขันสูง
  • ความไม่โปร่งใสของราคาพรีเมียม: การขาดเกณฑ์มาตรฐานในการวัดมูลค่าที่แท้จริงของการลดคาร์บอนในสายการผลิต
  • ข้อบังคับทางกฎหมายที่เข้มงวด: ความผิดพลาดในการประเมินต้นทุนสีเขียวอาจส่งผลกระทบเกินกว่าเรื่องของกำไรขาดทุน

และการส่งผ่านต้นทุนที่ไม่มีกลไกมาตรฐานมักจบลงด้วยความขัดแย้งระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายมากกว่าการร่วมมือเชิงกลยุทธ์

การปฏิวัติกลไกราคาด้วยดัชนีตลาดกลาง

แนวคิดการใช้ฐานข้อมูลสากลช่วยสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่ทั้งสองฝ่ายสามารถยอมรับร่วมกันได้ ส่งผลให้กระบวนการจัดซื้อมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบในทุกขั้นตอน

ช่วยให้องค์กรสามารถคำนวณต้นทุนวัตถุดิบแยกออกจากค่าพลังงานและส่วนเพิ่มราคาสีเขียวได้อย่างชัดเจน และเปิดโอกาสให้ค่ายรถยนต์สามารถทดสอบราคาได้อย่างเป็นธรรมโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ

แบบจำลองต้นทุนล่วงหน้าและประโยชน์เชิงพาณิชย์

การจำลองสถานการณ์ล่วงหน้าหากราคาวัตถุดิบผันผวนขึ้นลงจะช่วยให้องค์กรเตรียมแผนรับมือได้อย่างทันท่วงที และช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้งบประมาณที่จำกัด

ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์ต้องแข่งขันกันด้วยความเร็วและความคุ้มค่าของต้นทุน

แนวทางปฏิบัติเพื่อปกป้องกำไรในยุค EV

การนำองค์กรไปสู่ระบบจัดซื้อสมัยใหม่สามารถเริ่มต้นขึ้นได้ผ่านขั้นตอนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ 1: การเปลี่ยนผ่านจากสัญญาราคาคงที่สู่สัญญาอ้างอิงดัชนี

ปรับเปลี่ยนเงื่อนไขในสัญญาซื้อขายให้ผูกติดกับราคากลางของหน่วยงานอิสระที่ได้รับการยอมรับสากล

2. การจัดทำระบบ Should-Cost Modeling

ใช้เป็นบรรทัดฐานในการตรวจสอบใบเสนอราคาจากซัพพลายเออร์ทุกรายอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

3. การจัดทำระบบ Green Premium Audit

กำหนดเกณฑ์การประเมินการปล่อยคาร์บอนที่ชัดเจนร่วมกับหน่วยงานภายนอกเพื่อตรวจสอบซัพพลายเออร์

ขั้นตอนที่ 4: การบูรณาการข้อมูลร่วมกันระหว่างสามแผนกหลัก

จัดตั้งคณะทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายจัดซื้อ ฝ่ายการเงิน รายละเอียดเพิ่มเติม และฝ่ายความยั่งยืนเพื่อประเมินทิศทางราคา

ขั้นตอนที่ 5: การกระจายความเสี่ยงเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งผลิตเดียว

แม้จะเน้นการผลิตในประเทศแต่ต้องรักษาทางเลือกในการจัดซื้อจากซัพพลายเออร์อย่างน้อยสองรายในแต่ละชิ้นส่วนสำคัญ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *